น้ำมันจมูกข้าวสาลี

" กับประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ด้วยวิตามินอีในน้ำมันจมูกข้าวสาลี "

จมูกข้าวสาลีหรือวีทเจิร์ม (Wheat germ) เป็นส่วนปลายของเมล็ดข้าวสาลีที่พร้อมจะงอกเป็นต้นข้าวใหม่และเป็นส่วนที่มีประโยชน์ที่สุดของข้าว ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารนานาชนิดที่มีประโยชน์ที่สุดของข้าวซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารนานาชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่มักถูกขัดสีทิ้งไป น้ำมันจมูกข้าวสาลี (Wheat germ oil) เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากจมูกข้าวซึ่งเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยวิตามินอี (Vitamin E) ในรูปแบบธรรมชาติที่สมบูรณ์ครบทั้ง 8 ชนิด ได้แก่ แอลฟา, เดลตา, บีตา, แกมมา-โทโคเฟอรอล นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหารจากพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกายซึ่งร่างกายนั้นไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ โดยมีกรดไขมันในกรดโอเมก้า 3 (Omega-3)อยู่มาก

ทำไม? น้ำมันจมูกข้าวสาลีจึงทำงานด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่า

ในงานวิจัยใหม่ๆ แสดงให้เห็นถึงผลการทำงานที่มีประโยชน์ของวิตามินอี กลุ่มโทโคเฟอรอลและกลุ่มโทโคไทรอินอล ซึ่งมีประสิทธิภาพเหนือกว่าการใช้แอลฟา-โทโคเฟอรอลเพียงอย่างเดียว จากการที่รับประทานวิตามินอีครบทั้ง 8 ชนิดที่มีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าวส่งผลให้วิตามินอีเสริมการทำงานต่อกันอีกทั้งสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งกว่า นอกจากนี้น้ำมันจมูกข้าวยังให้โอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์กับหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ตลอดจนช่วยต้านการอักเสบในร่างกายในคราวเดียวกัน น้ำมันจมูกข้าวสาลี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผิวแลดูสดใสและลดริ้วรอยเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

ประโยชน์ของวิตามิน อี จากน้ำมันจมูกข้าว

วิตามินอี เป็นทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและต้านความชราที่ช่วยพลิกฟื้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และเซลล์สมองที่เสื่อมลง เมื่อมีอายุมากขึ้น มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่ายาหลายขนานที่ใช้ชะลอความเสื่อมของผู้เป็นอัลไซเมอร์ การรับประทาน วิตามินอี ทุกวันช่วยลดความเสี่ยงการเป็นหัวใจพิบัติและเส้นเลือดในสมองตีบและแตกได้ หรือหากแม้ว่าเคยเป็นโรคดังกล่าวมาแล้ว วิตามินอี ยังช่วยลดโอกาสการเกิดครั้งที่สอง

ในการศึกษาพบว่าคนที่มีระดับวิตามินอีต่ำ และยิ่งมีระดับซีลีเนียมต่ำด้วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งบางชนิด เช่นมะเร็งลำไส้ ทรวงอก ต่อมลูกหมาก และปอด

กลุ่มโทคเฟอรอล ช่วยสกัดกั้นการดำเนินงานของสารชีวเคมีที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบและมะเร็ง

กลุ่มโทโคไทรอินอล ช่วยลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกันโรคที่เกี่ยวกับตับ ลดระดับทรอมบอกเซนเอ 2 (Thromboxane A2) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตกและโรคหัวใจพิบัติ

วิตามินอี ป้องกันกรดไขมันไม่อิ่มตัวจากการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับออกซิเจนหรือป้องกันไขมันไม่ให้เหม็นหืนนั่นเอง แม้ว่ากรดไขมันนั้นแม้ว่าไขมันจะอยู่เป็นเม็ดอาหารเสริมหรืออยู่ในร่างกายก็ตาม ในปี 1990 นายแพทย์ เคนนี่ ไฮยัล แพทย์โรคหัวใจ และนักวิจัยเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระของ University of Texas Southwestern Medical Center และทีมวิจัยพบว่าแท้ที่จริงแล้ว LDL (หรือไขมันตัวร้ายในร่างกาย) ที่มีอยู่ในเลือดไม่ใช่ตัวการที่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้น ตราบใดที่ไม่ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระให้กลายเป็นลิ ปิด เปอร์ออกซิเดชั่น (lipid peroxidation) ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ และก่อเป็นพล๊ากทำให้หลอดเลือดตีบและแคบลงโดยวิตามินอีเข้าไปจับอนุมูลอิสระไว้ก่อน และทำให้ข้อมูลอิสระนั้นหมดสภาพในการทำลายเนื้อเยื่อ

วิตามินอี ทำให้ผิวให้ดูอ่อนเยาว์ปกป้องจากการทำลายของรังสีอัลตร้าไวโอเลตและโอโซน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำหรือแม้กระทั่งมะเร็ง

วิตามินอี ป้องกันการเป็นต้อกระจก ปกป้องเนื้อเยื่อของเลนส์ตาจากการทำลายของอนุมูลอิสระและย้อนกลับขบวนการการเกิดต้อกระจก มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าคนที่มีระดับสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี วิตามินซี และแคโรทีนอยด์ต่ำมีแนวโน้มเป็นต้อกระจก

จากงานวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคข้ออักเสบจากการได้รับอนุมูลอิสระเข้ามาในร่างกายมาเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคนี้เช่นกัน วิตามินอี จะช่วยลดอาการอักเสบและการติดขัดของข้อต่างๆ ลงได้ ช่วยทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น ลดการใช้ยาแก้ปวดลงเพราะนอกจาก วิตามินอี จะช่วยต้านสารอนุมูลอิสระแล้วยังสกัดกั้นสารชีวเคมีที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบอีกด้วย

ถ้าร่างกายขาด วิตามินอี เซลล์ต่างๆ ในร่างกายจะถูกทำลายได้อย่างรวดเร็วเช่นการขาดวิตามินอี ในผู้ใหญ่มีผลทำให้เซลล์ประสาทถูกทำลาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง การทำงานของร่างกาย ไม่ค่อยสัมพันธ์กันไม่สามารถบังคับการเคลื่อนไหวของดวงตาให้ดีเท่าที่ควร โรคเลือดจางที่เกิดจากผนังเซลล์เม็ดเลือดแดงแตก เป็นต้น