น้ำมันปลาแซลมอน(Salmon Oil)

" บำรุงสมอง เพิ่มความจำ ปกป้องหัวใจหลอดเลือดต่อต้านมะเร็ง"

ไขมันของปลาทะเลที่อาศัยอยู่บริเวณอุณหภูมิของน้ำเย็นจัดเช่น ปลาแซลมอน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล มีไขมันไม่อิ่มตัวในกลุ่มโอเมก้า 3 คือ อีพีเอ (EPA; eicosapentaenocia acid) และดีเอชเอ (DHA; docosahexaenoic acid) นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าการรับประทานปลาทะเลทุกอาทิตย์จะทำให้สุขภาพของหัวใจแข็งแรง ช่วยระบบการไหลเวียนเลือดและลดคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ลดความดันโลหิต ป้องกันหลอดเลือดตีบ ป้องกันการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน คุณสมบัติที่พิเศษสุด คือเป็นตัวลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกายซึ่งอักเสบนี้หากปล่อยให้เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังในร่างกายจะทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความจำเสื่อม โรคเกี่ยวกับระบบประสาทหลายชนิด โรคทีมีการอักเสบของเนื้อเยื่อในร่างกายและข้ออักเสบ โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายตลอดจนโรคมะเร็ง

ตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวกับน้ำมันปลากับโรคเรื้อรัง

โรคหลอดเลือดหัวใจ

การใช้EPA/DHA ในปริมาณวันละ 1 กรัม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการหัวใจวายในผู้ป่วยโรคหัวใจเกือบทั้งหมด และลดการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน

ไตรกลีเซอไรด์สูง

ใช้EPA/DHA วันละ 2-4 กรัม ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ลง ช่วยลดการก่อพล๊ากหรือการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ

ปวดตามข้อรูมาตอยด์

เป็นอาการหนึ่งที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย EPA ใช้สร้างไอโคซานอยด์ที่ดีในการต้านการอักเสบ เช่นเดียวกับอาการของโรคข้ออักเสบธรรมดา แต่มีความเจ็บปวดรุนแรง โรคระบบภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเอง โรคการอักเสบของหลอกเลือดที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก ใช้EPA/DHAในปริมาณสูงวันละ2-6กรัม

โรคตาแห้ง

โอเมก้า3 ช่วยบรรเทาอาการของโรคโดยไปลดการอักเสบและทำให้ต่อมไขมันในเปลือกตาทำงานได้ดีขึ้น โดยทำงานร่วมกับเอ็นไซม์ในการสร้างตัวต้านทานการอักเสบหลายชนิด

ความดันโลหิตสูง

พบว่าความดันโลหิตสามารถลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งความดันตัวบนและล่าง ลดความหนืดของเลือดลง ทำให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักในการสูบฉีดโลหิตออกจากร่างกาย ไม่ควรรับประทานร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด

โรคหอบหืด

นักวิจัยมีหลักฐานแน่ชัดว่า การรับประทานโอเมก้า3 ทำให้ความไวในการแพ้สารต่างๆในร่างกายของผู้ที่มีโรคหอบหืดลดน้อยลง โรคเรื้อนกวาง หรือสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง มีรายงานการศึกษาเรื่องน้ำมันปลากับโรคสะเก็ดเงิน มาตั้งแต่ปี 1988ถึงปี 1991โดยดร.ที โคจิมาและทีมงานใช้น้ำมันปลาวันละ 3.6กรัม รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อย่างรุนแรง สังเกตว่ามีอาการดีขึ้น2-3เดือน

โรคออทิสต์และเเอสเพอเจอรส์

เด็กที่เป็นโรคดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับกรดไขมันจำเป็นในเลือดน้อยกว่าปกติ ในปี 2005 ดร.แอล แพทริค และ ดร.อาร์ ซาลิค ทดลองใช้น้ำมันปลากับเด็กที่มีปัญหา22คน อายุตั้งแต่3ถึง10ปี ที่ไม่เคยใช้น้ำมันปลามาก่อน โดยสังเกตพัฒนาการทางด้านภาษาและทักษะการเรียนรู้ โดยให้รับประทานโอเมก้า3 จำนวน 247 มิลลิกรัม โอเมก้า6 จำนวน 40 มิลลิกรัม และวิตามินอี 27 หน่วยสากล ทุกวันเป็นเวลา90วัน ผลคือ เด็กทุกคนมีพัฒนาการด้านภาษาและทักษะการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โรคแมคคูล่าเสื่อม

เป็นการทำงานร่วมกันกับสารแอนติออกซิแดนท์อื่นๆ เช่น แคโรทีนอยด์ ลูทีน ซีแซนทีน ซิลิเนียม สังกะสี วิตามินซี และวิตามินอี ช่วยในการปกป้องเรติน่าหรือจอรับภาพของดวงตา และโอเมก้า3 ยังช่วยชะลอการเสื่อมของจอตาในคนที่กำลังเป็นโรคนี้อยู่ด้วย

โรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง

ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีระบบภูมิต้านทานที่หันกลับมาทำร้ายเซลล์ที่ดีในร่างกาย เช่นโรค Crohn's disease แผลเปื่อยในลำไส้ใหญ่ เบาหวานแบบที่1 มัลติเปิ้ล สเกอโรซีส ข้ออักเสบ ฮาชิโมโต้ ไทรอยด์ การอักเสบเรื้อรังแบบ sacoidosis ความผิดปกติของโรคผิวหนังหลายชนิด เพราะโรคระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกตินี้ล้วนเกิดจากการอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในร่างกาย โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการอักเสบและใช้โอเมก้า3 ช่วยลดการอักเสบประกอบกัน

โรคอัลไซเมอร์

การขาด DHA ในน้ำมันปลาเกี่ยวข้องกับระบบประสาทแห่งการรับรู้และโรคอัลไซเมอร์ การขาด DHA ทำให้อนุมูลอิสระทำร้ายผนังของเซลล์สมองได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะพบว่าผู้ป่วยโรคนี้มักขาด DHA และการใช้โอเมก้า3 ลดการอักเสบจะเป็นการปกป้องการทำลายเซลล์สมองได้อีกวิธีหนึ่ง

ป้องกันโรคมะเร็ง

นักวิจัยกล่าวว่าการรับประทานอาหารไขมันสูง กากใยต่ำ ผักและผลไม้น้ำ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลายชนิด และการรับประทานอาหารที่ขาดโอเมก้า3 จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากยิ่งขึ้น เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งทรวงอกและมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อสุขภาพที่ดีของไต ดร.อแดล เดวิส แนะนำให้ใช้น้ำมันปลาทุกวันเพื่อปกป้องสุขภาพของไต ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า คนที่เปลี่ยนไต การใช้น้ำมันปลาจะช่วยลดผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาฉีด cyclosporine ที่ทำให้เกิดความเป็นพิษต่อไต แต่ก็ควรอยู่ในการควบคุมของแพทย์

ประโยชน์น้ำมันปลาแซลมอน (Salmon Oil) ในคนวัยต่างๆ

วัยทารกและสตรีที่ตั้งครรภ์

DHA มีความจำเป็นต่อการพัฒนาของจอตาและสมองทารก แต่ไม่สามารถสังเคราะห์ DHA ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยจากน้ำนมแม่ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ทารกแรกเกิดควรได้รับDHA ไม่ต่ำกว่าวันละ40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ดังนั้นมารดาที่ให้นมบุตรจึงควรบริโภคDHA ดังนั้น มารดาที่ให้นมบุตรควรรับประทานDHA อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ DHA ที่ได้รับส่งต่อไปยังบุตรโดยผ่านทางรกและน้ำนม

เด็กวัยเรียนรู้

DHA เป็นส่วนหนึ่งของเซลล์สมองและเซลล์ประสาท ซึ่งมีผลต่อสติปัญญา หากร่างกายขาด DHA จะทำให้เซลล์สมองและเซลล์ประสาทขาดประสิทธิภาพได้ เด็กในวัยนี้จึงสมควรได้รับDHA ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของสมอง

วัยทำงาน

ผู้คนในวัยทำงานมักจะประสบความเครียดอยู่เสมอ เพราะสมองทำงานหนักเกินไป หรือ เพราะร่างกายขาดDHAในปริมาณที่เหมาะสม DHAจะผ่านเข้าไปเสริมสร้างการเจริญเติบโต ของปลายประสาทของเซลล์สมองบที่เรียกว่า เดรไดรท์ ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ส่งผลให้สมองทำงานดีขึ้น หากรับประทานอาหารที่มี DHA จำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้อัตราส่วนของ DHA ในสมองสูงขึ้น หมายความว่า ความเครียดลดลง และผลการทำงานดีขึ้น

วัยผู้ใหญ่

ได้มีหลักฐานการคึกษาจำนวนมาก ยืนยันว่าน้ำมันปลาช่วยลดความดันโลหิต และลดคลอเลสเตอรอลในผู้ที่มีสุขภาพดี นอกจากนี้ยังมีกลไกช่วยลดและป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ลดการจับกันของเกล็ดเลือด จึงสามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆลงได้ น้ำมันปลายังมีกลไกลดการอักเสบ ปวด บวม ในผู้ป่วยในโรคข้ออักเสบได้ นอกจากนี้ยังลดอาการปวดตึงข้อในตอนเช้าในผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ได้อีกด้วย

วัยสูงอายุ

ผู้สูงอายุจะเกิดภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ได้ง่ายกว่าคนในวันอื่นๆโดยไม่ทราบแน่ชัดว่ามีสาเหตุจากอะไร แต่การจากทดลองโดยการให้DHA แก่ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในโรงพยาบาลคิชิไคกัน ประเทศญี่ปุ่น ผลปรากฏว่าเมื่อได้มีการทดสอบความฉลาดด้านภาษา และกิริยาท่าทาง เช่น ความสามารถในการคำนวณ ความสามารถในการตัดสินใจ มีประสิทธิภาพสูงขึ้น กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับDHA จะมีขอบข่ายอาการที่ดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับDHA อย่างเห็นได้ชัดเจน

ข้อควรระวัง

เนื่องจากน้ำมันปลาลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ดังนั้นในการกินน้ำมันตับปลาในปริมาณที่มากอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะหากกินร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน หรือ โคลพิโดเกรลส์ จะทำให้มีปัญหาเรื่องเลือดออกหยุดยาก