แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส และวิตามินดี

“เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงป้องกันโรคกระดูกพรุน”

การขาดแคลเซี่ยมเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้กระดูกหักง่าย ส่วนสูงลดลง ปวดสะโพกและหลัง หลังค่อม สาเหตุเช่นเมื่อสตรีถึงวัยหมดรอบเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดน้อยลง ผู้สูงอายุขาดการออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือมีระบบการทำงานของ ร่างกายที่เสื่อมถอย ทำให้ไม่มีวิตามินดีเพียงพอ ร่างกายก็ไม่ดูดซึม แคลเซี่ยมทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนได้เช่นกัน

สาเหตุของการขาดแคลเซี่ยม

ความไม่สมดุลของเกลือแร่ แคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสในร่างกาย การไม่ออกกำลังกาย เป็นดีซ่าน มีการตัดกระเพาะ อาหารออกไปบางส่วน หรือการดูดซึมแคลเซี่ยมผ่านผนังลำไส้เล็กได้ไม่เพียงพอ เป็นต้น

การป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนให้ได้ผลดีที่สุด

ควรงดรับประทานของหวาน เครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลม และอาหารจานด่วน รับประทานโปรตีนให้พอดีแก่ความต้องการ ของร่างกายไม่มากหรือน้อยจนเกินไป รับประทานเกลือแร่สำคัญที่ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง และทำงานร่วมกันอย่างมี ประสิทธิภาพเป็นประจำได้แก่ แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม ฟอสฟอรัส ร่วมกับ วิตามินดีและวิตามินซี ร่างกายจำเป็นต้องรักษา ระดับความสมดุลของเกลือแร่ แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม และฟอสฟอรัสไว้เสมอ หากเกลือแร่ชนิดใดมีมากเกินหรือขาดไป จะทำให้เกิดผลเสียหายได้ในหลายๆระบบ

สารอาหารสำคัญเพื่อสุขภาพของกระดูก

แคลเซียม

  • เป็นเกลือแร่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อช่วยให้กระดูกและฟันมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง
  • ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะ กระดูกอ่อน
  • ลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ทำให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ
  • บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
  • เป็นตัวช่วยเกี่ยวกับระบบประสาทโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการส่งกระแสประสาท
  • ช่วยให้ความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ลดคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มระดับ HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลดีในร่างกาย ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจในสตรีวัยหมดรอบเดือน
  • บรรเทาอาการในสตรีปวดรอบเดือน
  • รักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน

ฟอสฟอรัส

  • ช่วยในการสร้างและการเจริญเติบโตของเซลล์กระดูกและฟัน
  • ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงมีการบีบรัดตัวที่เหมาะสม
  • ช่วยการทำงานของไต
  • ช่วยการสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย

วิตามินดี

  • เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เมื่อได้รับอัลตราไวโอเลตในแสงแดด ผิวหนังในชั้นไขมันจะสร้างวิตามินดีขึ้น และดูดซึม ไปใช้ในร่างกาย ส่วนอาหารเสริมวิตามินดีจะถูกดูดซึมในไขมันผ่านทางผนังลำไส้ ช่วยในการดูดซึมของแคลเซี่ยม ป้องกัน โรคมะเร็ง ลดความดันโลหิต คนที่เป็นโรคข้ออักเสบโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หัวเข่ามักขาดวิตามินดี

ปริมาณที่ควรรับประทานในแต่ละวัน

แคลเซี่ยม The National Academy of Sciences ประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำว่าโดยปกติในผู้ใหญ่ควรรับประทาน แคลเซี่ยมในรูปแบบอาหารเสริม วันละ 800-1,000 มิลลิกรัม เมื่อรวมกับแคลเซี่ยมจากอาหารแล้วควรจะอยู่ในปริมาณ วันละ 1,200-1,500 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส ผู้ใหญ่ควรรับประทานวันละ 800 – 1,200 มิลลิกรัม สตรีมีครรภ์และให้นมบุตรควร รับประทานให้มากขึ้น วิตามินดี ปริมาณที่แนะนำวันละ200-400 หน่วยสากล ควรให้รับประทานเพิ่มขึ้นในกรณีที่อยู่ในวัยสูงอายุ หรือเป็นโรคกระดูกพรุน