ป้องกันต้อหิน Bode

"ป้องกันต้อหิน "

ต้อหิน (glaucoma) เป็นโรคที่แพทย์มักจะทำการตรวจร่วมกับการตรวจร่างกายปกติ ตอนนั้นคุณจะรู้สึกตกใจเมื่อลมจากเครื่องพุ่งไปที่ดวงตา โรคนี้เป็นโรคที่เกิดอย่างเงียบ ๆ โดยเฉพาะในระยะเริ่มแรก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจก็คือ ใช้เครื่องมือตรวจวัดแรงดันภายในดวงตา การที่ความดันในดวงตาเพิ่มขึ้นก็เหมือนกับการมีความดันโลหิตสูง คือต้อหินจะไปทำให้เกิดความเสียหายต่อประสาทการเห็นที่เชื่อมระหว่างดวงตาไปยังสมอง

มีโรคต้อหินอยู่หลายชนิด ชนิดที่พบได้มากที่สุดเป็นต้อหินชนิดที่เรียกว่า chronic open-angle glaucoma อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า acute angle-closure glaucoma ซึ่งชนิดนี้ทำให้เกิดการเจ็บปวดอย่างกะทันหันและสูญเสียการมองเห็น ถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างหนึ่ง

หมายเหตุ: การรักษาที่แนะนำในบทความนี้ไม่สามารถนำไปใช้กับต้อหินชนิด acute angle-clousure glaucoma หากคุณพบว่าเกิดการเจ็บปวด อย่างเฉียบพลันที่ดวงตา หรือสูญเสียการมองเห็น ให้รีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

อาการที่ต้องจับตามอง

อาการของต้อหินอาจได้แก่ ปวดศีรษะเล็กน้อย มองเห็นในตอนกลางคืนไม่ดี มองเห็น “รัศมี” รอบๆ ดวงไฟ และต้องวัดสายตาเปลี่ยนแว่นบ่อย ๆ หรืออาจจะไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ ส่วนอาการของโรคในระยะหลัง ได้แก่ สูญเสียการมองเห็น โดยเริ่มสูญเสียการมองเห็นด้านข้างก่อน และหากไม่รักษาแล้ว ในที่สุดก็อาจสูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพ หรืออาจตาบอดอย่างสมบูรณ์ได้

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดต้อหิน ได้แก่ประวัติความเจ็บป่วยของครอบครัว ความสูงอายุ โรคเบาหวาน สายตาสั้น และความดันโลหิตสูง ในทางสถิติแล้วคนผิวดำจะมีความเสี่ยงสูงกว่า ยาพวกคอร์ติโคสเตียรอยด์ (กลุ่มของยาต้านการอักเสบ) และยาลดคอเลสเตอรอล ทำให้ความเสี่ยง ต่อการเกิดต้อหินเพิ่มมากขึ้น

การรักษาแบบดั้งเดิมนั้น ได้แก่การใช้ยาหยอดตาหลายชนิด ซึ่งทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่ เรติน่าหลุด ต้อกระจก แพ้ยา ปวดศีรษะ หายใจติดขัด ปัสสาวะบ่อย และลำไส้ปั่นป่วน

การรักษาแบบทางเลือกสำหรับต้อหิน

ในการสำรวจผู้ป่วยด้วยโรคต้อหิน จำนวน 1,027 คน เมื่อเร็วๆ นี้ในสหรัฐฯ พบว่ามีเพียง 1 ใน 20 เท่านั้นที่ลองใช้การรักษาแบบทาง เลือกในการรักษาต้อหิน เพื่อที่จะเข้าใจว่าสารอาหารบางอย่างต่อไปนี้จะช่วยได้อย่างไร แรกสุดจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่าการทำงานของความดันในดวงตานั้นเป็นอย่างไร ในกรณีของต้อหินจะมีของเหลวไหลออกจากตาน้อยลง ทำให้ของเหลวภายใน และความดันเพิ่มมากขึ้น สาเหตุของการอุดตันดังกล่าวยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ดูเหมือน ว่าจะมาจากความผิดปกติของการกรองของเหลวที่ไหลผ่าน แต่ละรูของตาข่ายกรองนี้ถูกสร้างมาจากโมเลกุลใหญ่ที่ชื่อว่า ไกลโคซามินโนไกลแคนส์ (glycosaminoglycans หรือ GAGs) ผู้ป่วยด้วยโรคต้อหินดูจะมีระดับของกรด ไฮยารูรอนิค (hyaluronic acid) ซึ่งเป็น GAGs ชนิดหนึ่งที่สำคัญที่สุด และดวงตาของผู้เป็นต้อหินมักมีแนวโน้มที่จะมีสารแอนติออกซิแดนท์ธรรมชาติต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลูตาไธโอน ซึ่งคอยปกป้องความเสียหายของเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทั้งตาด้วย

หมายเหตุ : ไม่ว่าคุณตัดสินใจที่จะรับประทานสารอาหารเหล่านี้อย่างเดียว หรือทานร่วมกับยารักษา สิ่งที่สำคัญก็คือจะต้องคอยตรวจ ดูความดันในดวงตาอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อเกิดความเสียหายกับประสาทตาแล้ว ก็จะไม่สามารถทำให้กลับมาเป็นปกติได้อีก

วิตามิน ซี อาจช่วยให้ปริมาณ GAGs ในดวงตามากขึ้น และเป็นอาหารเสริมชนิดหนึ่งที่ รู้จักกันดีสำหรับโรคต้อหิน ผลดีจากวิตามิน ซี มากจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกันรวมไปถึงคุณสมบัติการเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ ที่ช่วยป้องกัน และความสามารถ ในการเพิ่มระดับกรดไฮยารูรอนิค แต่โชคไม่ดีที่ปริมาณที่ต้องใช้เพื่อลดความดันนั้นสูงพอที่จะทำให้เกิดการปั่นป่วนในกระเพาะและท้องเสียในคนส่วนมาก

ตัวอย่างเช่น ในการศึกษาครั้งหนึ่งได้ให้รับประทาน วิตามิน ซี วันละหลายครั้งโดยปรับตามน้ำหนักของร่างกาย (ราว 7,000 ถึง 10,000 มก.ของวิตามิน ซี วันละ 3 ถึง 5 ครั้ง สำหรับผู้ใหญ่น้ำหนักตัว 150 ปอนด์) และเป็นดังคาด คือผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดลองมีอาการท้อง ปั่นป่วนเล็กน้อยและท้องเสีย อย่างไรก็ตามนักวิจัยรายงานว่าอาการที่เกิดเล็กน้อยนี้มักจะหายไปหลังจากนั้น 3 ถึง 4 วัน ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ผู้ป่วยทั้งหมดยกเว้น เพียงคนเดียวมีความดันในตาลดลงตลอดระยะเวลาการทดลองเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ยังไม่พบว่าการใช้ในปริมาณต่ำกว่านี้ จะให้ผลในทางบวกอย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วยังพบผลในทางบวกนี้กับยาหยอดตาที่มีวิตามิน ซี หรือให้ผ่านทางเส้นเลือดในปริมาณสูงด้วย

ในขณะที่การทดลองผลของ กลูโคซามีน ซัลเฟต ที่มีต่อต้อหินยังต้องทำกันต่อไป นักวิจัยบางท่านได้ตั้งสมมุติฐานว่า การให้สารนี้เป็นอาหาร เสริมอาจให้ผลดี เพราะมันมีความสามารถในการเพิ่มระดับกรดไฮยารูรอนิค นักวิจัยคนหนึ่งรายงานกรณีของผู้ป่วยต้อหิน 2 ราย ที่รับประทานกลูโคซามีน ซัลเฟต วันละ 3 กรัม เพื่อรักษาอาการปวดข้อ พบว่ามีผลพลอยได้จากการที่ความดันในตาลดลงด้วย

ราว 90% ของผู้ที่มีความดันในตาสูงกว่าปกติจะไม่เกิดเป็นต้อหินขึ้นมา (ต้อหินเกิดขึ้นหลังจากที่ความดันไปทำให้เกิดความเสียหายต่อประสาทการมองเห็น) แล้วก็ยังมีคนที่มีความดันในตาปกติแต่เกิดเป็นต้อหินขึ้นมาในกรณีเหล่านี้ความเสียหายของประสาทตาเกิดเนื่องมาจากการมีเลือดไปเลี้ยงดวงตาไม่เพียงพอ ซึ่งมักจะเกิดจากการหดและ กระตุกตัวของเส้นเลือด ในกรณีนี้ แมกนีเซียม อาจช่วยได้ ในการศึกษาติดตามผลเล็กๆ ครั้งหนึ่งในคน 10 คน พบว่า 8 คน มีผลการทดสอบการมองเห็นดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อรับประทาน แมกนีเซียมขนาด 12.5 มก.วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 เดือน

สาเหตุหนึ่งของการเกิดความเสียหายของตาเนื่องจากต้อหินคาดว่ามาจากอนุมูลอิสระ บางทีอาจจะเนื่องมาจากการมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเช่น กลูตาไธโอน ไม่เพียงพอ มีการพบว่า สารต้านอนุมูลอิสระ อัลฟ่า ไลโปอิค แอซิด ช่วยเพิ่มระดับกลูตาไธโอนในดวงตาของผู้ป่วยด้วยโรคต้อหินได้

โคเอ็นไซม์ คิว 10 อาจช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาหยอดตา

มียาหลายชนิดที่ใช้ในการรักษาต้อหินเพื่อช่วยลดความดันภายในดวงตา ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า intraocular pressure หรือ IOP ในขณะที่ยาหยอดตา จำเป็นสำหรับการลด IOP แต่ยังอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงขึ้นมาได้ โคเอนไซม์ คิว 10 อาจช่วยป้องกันอาการข้างเคียงของยาหยอดตาทั่วไปสำหรับ โรคต้อหินลงอย่างยา timolol มีผลต่อหัวใจโดยไปลดอัตราการเต้น หรือแม้แต่ทำให้หัวใจล้มเหลวได้ ในการศึกษาครั้งหนึ่งผู้ป่วยต้อหินจำนวน 16 คน ที่ใช้ timolol ได้รับ โคเอนไซม์ คิว 10 ขนาด 90 มก. เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าการให้ โคเอนไซม์ คิว 10 เป็นอาหารเสริมช่วยป้องกันอาการข้างเคียงที่มีต่อหัวใจของยา timolol โดยไม่ไป รบกวนผลในการลดความดันตาของยาแต่อย่างใด

ในการศึกษาของรัสเซีย ได้แบ่งผู้ป่วยด้วยโรคต้อหินจำนวน 45 คน เป็นกลุ่มๆ โดยให้ได้รับ อัลฟ่า ไลโปอิค แอซิด ปริมาณ 75 และ 150 มก. (ซึ่งเป็นปริมาณที่ค่อนข้างต่ำ) ทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน จากนั้นก็นำไปเปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่ได้ยาหลอก (ผู้ป่วยทั้งหมดที่เข้าทดลองนี้ได้รับยาลดความดันในตาด้วย) พบว่า 45% ของผู้ที่ได้รับ อัลฟ่า ไลโปอิค แอซิด มีผลการทดสอบการมองเห็นดีขึ้น

ส่วนการศึกษาเรื่องของ สมุนไพร กับต้อหินนั้นยังมีน้อยมาก อย่างไรก็ตามสมุนไพรบางอย่างก็ยังน่าจับตามองจากรายงานต่างๆ จากการศึกษากับ คนที่มีสุขภาพดี หรือจากการศึกษาเพื่อตรวจสอบจากโรคตาหลายๆ ชนิด สมุนไพรเหล่านี้ได้แก่ บิลเบอรี่ (Vaccinium myrtillus) กิงโก้ และ Coleus forskohlii(โดยการใช้สารสกัดที่เรียกว่า forskolin ในรูปของยาหยอดตา