การป้องกันและรักษาหวัดแบบธรรมชาติ Bode

"การป้องกันและรักษาหวัดแบบธรรมชาติ"

โดย: Jack Challem

ช่วงนี้โรคหวัดอาจจะยังระบาดอยู่ และคุณก็จะพยายามหาอะไรก็ได้ที่ช่วยรักษาอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก ปวดศีรษะ มีไข้และปวดตามเนื้อตัว ซึ่งนั่นรวมไปถึงยาที่มีอยู่ตามร้านขายยาด้วย แม้จะมียาหลายยี่ห้ออยู่ในท้องตลาด แต่ยาแก้หวัดและไข้หวัดใหญ่ก็มีส่วนผสมเดียวกันในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ยาเหล่านี้ส่วนมากสามารถลดอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่บางอย่างได้ แต่ไม่มีชนิดไหนเลยที่ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อ ทั้งหมดทำให้เกิดความไม่สบาย และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาการข้างเคียงที่ร้ายแรง และที่แทบจะไม่น่าเชื่อก็คือ ยาแก้หวัดบางชนิด ก็ใช้ไม่ได้ผลเอาเสียเลย ตัวยา pseudoephedrine ซึ่งทำให้หลอดลมโล่ง ก็ส่งผลทำให้เกิดอาการง่วงซึม ความดันโลหิตสูงและกล้ามเนื้อกระตุก ซึ่งไม่ควรทานร่วมกับยาต้านความเครียด ตัวยาอีกอย่างที่ทำให้หลอดลมโล่งก็คือ Chloropheniramine malate ทำให้เกิดอาการง่วงนอน และทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้น (hyperactivity) ในเด็กขึ้นมาได้ ส่วนตัวยา dextromethorphan hydrobromide ซึ่งลดอาการไอทำให้เกิดความเครียด ง่วงซึม และนอนไม่หลับ ส่วนตัวยาที่ลดอาการปวดและไข้ อย่างเช่น acetaminophen และ ibuprofen ก็ระคายเคืองต่อทางเดินอาหารและทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ยาแก้ไอทั่วไปนั้นไม่ได้ให้ผลมากไปกว่ายาหลอก และทางสมาคมกุมารแพทย์ของอเมริกัน (American Academy of Pediatrics) ก็ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็ก

การรักษาด้วยวิตามินกับการรักษาด้วยยา

แล้ววิตามิน เกลือแร่ และสมุนไพร จะช่วยบรรเทาอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่? คำตอบคือใช่ หากคุณเริ่มใช้วิตามิน เกลือแร่นับแต่บัดนี้

ในขณะที่ยาทำหน้าที่เพียงแค่กดอาการต่างๆ เอาไว้นั้น อาหารเสริมส่วนมากจะทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้ดีขึ้น โดยไปเพิ่มการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ต่อต้านการติดเชื้อ และเพิ่มการผลิตกลูตาไธโอนซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ธรรมชาติที่ต่อต้านไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพในร่างกายเรา

รับประทานสารอาหารปริมาณสูงขึ้นทันทีเมื่อเริ่มเป็นหวัด

การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติเหล่านี้มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านี้จะให้ผลดีที่สุดเมื่อรับประทานอย่างสม่ำเสมอก่อนหน้า ที่จะได้รับเชื้อไวรัสหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ การรับประทานในปริมาณที่สูงขึ้นเมื่อเริ่มมีสัญญาณแรกของหวัด และไข้หวัดใหญ่จะสามารถบรรเทาอาการลงได้ หากคุณรอสัก 2 หรือ 3 วัน ก่อนที่จะรับประทานแล้วก็จะไม่มีประโยชน์อะไร แต่ถึงอย่างไรอาหารเสริมก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าคุณจะจำกัดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ลงไปได้ เพื่อที่จะลดความเสี่ยงคุณต้องพยายามอยู่ห่างจากผู้ป่วย ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเรื่องที่ยาก ดังนั้น ให้ทำทางเลือกที่สอง คือ ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังจากการสัมผัสกับสิ่งของต่างๆ ซึ่งอาจมีเชื้อโรคอยู่ก็เป็นได้

วิตามิน เอ

วิตามิน เอ จำเป็นสำหรับการสร้างเซลล์เยื่อบุ ซึ่งเป็นปราการป้องกันให้กับอวัยวะหลายอย่าง แล้วยังช่วยกระตุ้นการผลิตแอนติบอดี้ และทีเซลล์ ซึ่งมีหน้าที่ต่อสู้กับแบคทีเรียและไวรัส

งานวิจัย : ย้อนกลับไปในปี 1928 นักวิจัยอธิบาย วิตามิน เอ ไว้ในวารสาร Britis Medical Journal ไว้ว่าเป็นวิตามิน “ต่อต้านการติดเชื้อ” การรับประทานปริมาณสูงๆ ในระยะสั้นๆ อาจช่วยลดอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ลงได้ แต่โชคไม่ดีแม้งานวิจัยที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่ การวิจัยโดยตรง การศึกษาหลายครั้งพบว่า วิตามิน เอ ปริมาณสูง ช่วยลดความรุนแรงของการป่วย และการเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการขาดวิตามินในเด็กที่เป็น โรคหัด อีสุกอีใส และการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจได้

ปริมาณที่ใช้ : วิตามิน เอ ในรูป “preformed” (คือรูปที่ร่างกายจะนำมาเปลี่ยนเป็น วิตามิน เอ ในภายหลัง) วันละ 8,000 ถึง 10,000 หน่วยสากล (IU) หากกำลังเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ใช้วันละ 50,000 ถึง 100,000 หน่วยสากล ไม่เกิน 2 วัน หากมีครรภ์ให้ใช้ไม่เกินวันละ 10,000 หน่วยสากล

วิตามิน อี

วิตามิน อี เป็นวิตามินและสารแอนติออกซิแดนท์ที่จำเป็นที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ แล้วยังดูเหมือนว่าจะมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกันด้วย

งานวิจัย : การให้วิตามิน อี เป็นอาหารเสริมที่เพิ่มการทำงานของเซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันท ี่ต่อสู้กับเชื้อไวรัส ในการศึกษาครั้งหนึ่ง ด๊อกเตอร์ นิคบิน เมย์ดานิ, D.V.M., Ph.D. จากมหาวิทยาลัยทัฟท์ เมืองบอสตัน พบว่าผู้สูงอายุรับประทานวิตามิน อี เป็นอาหารเสริม มีการติดเชื้อ (หวัดหรือไข้หวัดใหญ่) น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานอยู่ 30% ยังมีการศึกษาอื่นอีกมากที่แสดงให้เห็นว่า วิตามิน อี มีคุณสมบัติต่อต้านการอักเสบได้ในระดับอ่อน ๆ ซึ่งมีความสำคัญในการลด อาการหวัดและไข้หวัดใหญ่

ปริมาณที่ใช้ : วันละ 200 ถึง 400 หน่วยสากล (IU) ในรูปธรรมชาติ (d-alpha) ซึ่งร่างกายดูดซึมได้เป็นสองเท่าของรูปสังเคราะห์ ให้ลองใช้ “วิตามิน อี รวม” (Vitamin –E complex) ซึ่งมีส่วนประกอบของรูป d-alpha อย่างน้อย 200 ถึง 400 หน่วยสากล

ซีลีเนียม

เป็นแร่ธาตุจำเป็นในอาหาร และเป็นส่วนหนึ่งของ กลูตาไธโอน เปอร์ออกซิเดส ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่ทรงพลังชนิดหนึ่งของร่างกาย

งานวิจัย : การศึกษาในสัตว์และมนุษย์ โดย ด๊อกเตอร์เมลินดาเอเบ็ค, Ph.D. จากมหาวิทยาลัย แห่งรัฐคาโลไลน่า เมืองแชปเพลฮิล พร้อมกับนักวิจัยชาวจีนพบว่า ถ้าร่างกายขาดซีลีเนียมไวรัสบางชนิดก็จะเติบโตได้ดี เบ็คและผู้ร่วมงานของเธอได้เน้นการศึกษาไปยังไวรัสไข้หวัดใหญ่ และค๊อกแซ็คกี้ (coxackie virus) ซึ่งไวรัสชนิดหลังนี้เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัด รวมไปถึงอาการเจ็บคอด้วย ในการศึกษาครั้งแรกๆ พวกเขาพบว่าการขาดซีลีเนียม ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของไวรัสค๊อกแซ็คกี้ แล้วกลายเป็นสายพันธุ์ที่มีอันตรายกว่าเดิม เมื่อเร็ว ๆ นี้งานวิจัยของเบ็คได้พบว่า การขาดซีลีเนียมยังทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่อันตรายยิ่งกว่า ทำให้เกิดการติดเชื้อในปอดอย่างรุนแรง

ปริมาณที่ใช้: วันละ 200 ไมโครกรัม แต่ยังสามารถเพิ่มได้อีก 2 เท่าอย่างปลอดภัยสำหรับการต่อสู้การติดเชื้อ

เอ็น-อะเซ็ททิลซิสเตอีน (NAC)

NAC หรือแน็ค เป็นสารตั้งต้นที่จะกลายเป็นกลูตาไธโอนต่อไป มักใช้ในการรักษาอาการใช้ยา Acetaminophen (Tylenol-ไทลีนอล) มาเกินไป โดยไปเพิ่มการทำงานของตับให้ผลิตกลูตาไธโอนให้มากขึ้น บางครั้งแพทย์ยังใช้ในการกำจัดการอุดตันในปอดเนื่องจากความผิดปกติของเยื่อเมือกในระบบทางเดินหายใจ

งานวิจัย : นายแพทย์ ซิลวิโอ เดอ ฟลอรา, M.D. จากมหาวิทยาลัยแห่งเจนัวร์ ประเทศอิตาลี ได้ทดสอบแน็คและยาหลอกในผู้สูงอายุ 262 คน ตลอดช่วงฤดูกาลของหวัดและไข้หวัดใหญ่ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มแรกได้รับแน็ค 200 มก. จำนวน 2 แคปซูล อีกกลุ่ม ได้ยาหลอกทุกวันเป็นเวลา 6 เดือน จากการตรวจเลือดพบว่า ผ ู้ที่ได้แน็คไม่ได้มีผลต่อการป้องกันการติดเชื้อหวัดใหญ่ แต่มีผลในการลดอาการที่เป็นลงอย่างมาก ในผู้ที่ผลการตรวจจากห้องทดลองระบุว่าเป็นไข้หวัดใหญ่อย่างแน่นอนนั้น ผู้ที่รับประทานแน็คแสดงอาการออกมาเพียง จำนวน 25% ในทางกลับกัน จากรายงานของเดอ ฟลอรา ที่รายงานไว้ในวารสาร European Respiratory Journal ระบุว่า ทั้งชายและหญิงที่ได้รับยาหลอกมีจำนวนผู้ที่แสดงอาการถึง 79% และในจำนวน 9 ใน 10 คน ที่ไม่ได้ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่จนต้องนอนเตียงเป็นผู้ที่รับประทานแน็ค

ปริมาณที่ใช้: วันละ 500 มก. แต่ในขณะที่เป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ สามารถรับประทานได้ 3,000 - 4,000 มก. โดยปลอดภัย

วิตามิน ซี

เป็นสารอาหารจำเป็นที่ทำหน้าที่มากมายเกี่ยวกับสุขภาพ รวมไปถึงการทำงานเป็นของภูมิคุ้นกันของร่างกาย

งานวิจัย : อดีตนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล ด๊อกเตอร์ ไลนัส พอลลิ่ง, Ph.D. เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วเกี่ยวกับการแนะนำให้รับประทาน วิตามิน ซี ในปริมาณมากเพื่อลดอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ แต่จากการศึกษาหลายครั้งแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาพูดถูกมาก ตัวอย่างเช่น ด๊อกเตอร์แฮรริ เฮมิล่า, Ph.D. จากมหาวิทยาลัยแห่งเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ได้วิเคราะห์การศึกษาเกี่ยวกับวิตามิน ซี 21 ครั้ง และพบว่าการได้รับวันละ 2 ถึง 6 กรัม (2,000 ถึง 6,000 มก.) ช่วยลดอาการหวัดลง ได้หนึ่งในสามราย การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้โดย ด๊อกเตอร์ เอช เคลย์ กอร์ตัน, D.C. และด๊อกเตร์เคลลี่ จาร์วิส, D.C. จากเมืองซอล์เลค ซิตี้ ได้ให้นักเรียนรับประทานวิตามิน ซี 1,000 มก. ทุกๆ ชั่วโมงในช่วง 6 ชั่วโมงแรก เริ่มเห็นว่ามีอาการหวัดเกิดขึ้น หลังจากนั้นก็ให้ครั้งละ 1,000 มก. วันละ 3 ครั้ง พบว่า นักเรียน 23 คน จาก 47 คน ที่ทำตามวิธีนี้ปราศจากอาการหวัดหลัง จาก 6 ชั่วโมงแรก โดยรวมแล้ว วิตามิน ซี ช่วยลดอาการไข้หวัดใหญ่ลงได้ 85 %

ปริมาณที่ใช้: วันละ 1,000 ถึง 2,000 มก. โดยเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 6,000 มก. ถึง 10,000 มก. ช่วงระหว่างเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ให้แบ่งรับประทานเพื่อที่จะได้รับประทานวิตามิน ซี ได้ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ช่วงเวลาตื่นนอน หากอุจจาระเหลวแสดงว่ารับประทานวิตามิน ซี มากไป

สังกะสี

สังกะสีเป็นแร่ธาตุที่มีในอาหาร ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสชนิด rhinovirus (ซึ่งทำให้เกิดโรคหวัด) และไวรัสอื่นๆ ยังอาจเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยเพิ่มการผลิตสารอินเตอร์เฟอรอน (interferon) ซึ่งเป็นกลัยโคโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกายที่มีคุณสมบัติต่อต้านไวรัส

งานวิจัย : การศึกษาทางคลินิกหลายครั้งแสดงให้เห็นว่า การยาอมชนิดที่มีสังกะสีอยู่ด้วยนั้นมัก ช่วยลดความรุนแรง และระยะเวลาในการเกิดอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ ในการศึกษาครั้งหนึ่ง นายแพทย์ไมเคิล แอล แมคนิน, M.D. โดยให้ลูกจ้างของคลินิก Cleveland Clinic จำนวน 99 คน มาแบ่งกลุ่มกัน กลุ่มแรกให้อมยาเม็ดสังกะสี 13.3 ม.ก. อีกกลุ่ม ได้รับยาอมหลอกทุกๆ 2 ชั่วโมงในขณะที่ตื่นนอน โดยเริ่มให้ในวันแรกที่มีอาการหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ให้เห็น พบว่าผู้ที่ได้รับยาอมสังกะสีมีระยะเวลาเป็นหวัดโดยเฉลี่ยสั้นกว่าอย่างที่เห็นได้คือเพียง 4.4 วัน เมื่อเทียบกับ 7.6 วัน แล้วยังมีวันที่เกิดอาการไอ ปวดศรีษะ เสียงแหบ คัดจมูกและน้ำมูกไหล และเจ็บคอน้อยกว่าด้วย

ปริมาณที่ใช้ : ในช่วง 2 วันแรกที่เกิดอาการหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ อมยาอมสังกะสีทุกๆ 2 ชั่วโมง ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งในวันที่ 3 และน้อยลงไปอีกในวันต่อๆ ไปที่ยังเป็นหวัดอยู่